Martingale Pricing — Black–Scholes อีกมุมหนึ่ง
ทำไมราคา Option จึงคำนวณจากค่าเฉลี่ยได้ และต้องเฉลี่ยภายใต้ความน่าจะเป็นแบบไหน?
ในบท Black–Scholes Model เราใช้ Delta hedge ตัดความเสี่ยงจากการขยับของหุ้น แล้วใช้ no-arbitrage สร้างสมการราคา บทนี้จะเดินเข้าหาผลลัพธ์เดียวกันผ่าน ความน่าจะเป็น โดยอธิบายว่าทำไมการคิดลด payoff คาดหมายจึงให้ราคาที่สอดคล้องกับพอร์ตเลียนแบบ
หัวใจคือการเลือกทั้ง หน่วยที่ใช้วัดมูลค่า และ มาตรวัดความน่าจะเป็น ให้สอดคล้องกัน เมื่อใช้บัญชีเงินสดเป็นหน่วยวัดและใช้มาตรวัด Q ที่เหมาะสม มูลค่าพอร์ตเลียนแบบจะเป็น martingale เราจึงถอยจาก payoff วันหมดอายุกลับมาหาราคาวันนี้ได้
อ่านโดยมีพื้นฐาน Itô’s lemma และ พอร์ต self-financing หากยังไม่คุ้นกับสัญลักษณ์ความน่าจะเป็น ให้เริ่มจากตัวอย่างสองสถานะและห้องทดลอง แล้วค่อยกลับมาอ่าน Girsanov ทุกตัวเลขในบทเป็นตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ราคาตลาดจริง
ค่าเฉลี่ยเดียวกัน แต่ใช้คนละน้ำหนัก
ทบทวนตัวอย่างหุ้น 100 ที่อีกหนึ่งวันเป็น 101 หรือ 99, Call มี strike 100 และดอกเบี้ย 0% ถ้าเชื่อว่าราคาขึ้นด้วยความน่าจะเป็นจริง p=0.6 จะได้ payoff คาดหมาย 0.6 แต่พอร์ตหุ้นครึ่งหน่วยกับเงินกู้ 49.5 เลียนแบบ payoff 1/0 ได้ด้วยต้นทุน 0.5
น้ำหนักสำหรับตั้งราคาจึงเป็น q=0.5 ซึ่งทำให้ราคาหุ้นคาดหมายเท่ากับ 100 และ payoff คาดหมายเท่ากับ 0.5 การเปลี่ยน p ไม่ได้เปลี่ยนต้นทุนพอร์ตที่ให้ผลลัพธ์เดียวกันทุกสถานะ ดูขั้นตอนใน Binomial Model
ในเวลาต่อเนื่อง เราเรียกมาตรวัดที่อธิบายความน่าจะเป็นจริงว่า P และมาตรวัดสำหรับตั้งราคาที่ใช้บัญชีเงินสดเป็นหน่วยวัดว่า Q ส่วน q ตัวเล็กยังหมายถึงน้ำหนักขึ้นในต้นไม้ Binomial ตามเดิม
| สิ่งที่ถาม | มาตรวัดที่ใช้ | สิ่งที่ได้ |
|---|---|---|
| ภายใต้แบบจำลองจริง หุ้นหรือ P&L มีโอกาสเป็นอย่างไร? | P | การคาดการณ์ การประเมินความเสี่ยง |
| payoff ที่เลียนแบบได้ควรมีราคาเท่าไร? | Q ที่สอดคล้องกับ numeraire | มูลค่าที่สอดคล้องกับ no-arbitrage |
Q ไม่ได้แปลว่าผู้ลงทุนทุกคนไม่กลัวความเสี่ยง และไม่ได้บอกให้แก้สมมติฐานผลตอบแทนจริงของหุ้นเป็น r
ตลาดเล็ก ๆ และข้อมูลที่รู้ ณ เวลา t
ให้ Ft\mathcal F_t เป็นข้อมูลที่ทราบถึงเวลา t เช่น เส้นทางราคาที่เกิดขึ้นแล้ว ลำดับของชุดข้อมูลนี้เรียกว่า filtration กลยุทธ์ซื้อขายต้องใช้ข้อมูลที่มีอยู่ขณะตัดสินใจ ไม่ใช้ราคาที่จะเกิดในอนาคต
เริ่มด้วยหุ้นไม่มีปันผลและบัญชีเงินสด:
S คือราคาหุ้นต่อหน่วย, B คือมูลค่าบัญชีเงินสดเริ่มต้นหนึ่งหน่วย, r คือดอกเบี้ยทบต้นต่อเนื่องต่อปี, μ คืออัตราผลตอบแทนคาดหมายของหุ้นต่อปี และ σ คือ volatility ต่อรากปี เราวัดเวลาเป็นปี โดย τ=T−t\tau=T-t เป็นเวลาที่เหลือจน Option หมดอายุ
สมมติให้ r, μ, σ คงที่, σ>0, ซื้อขายได้ต่อเนื่องและเป็นเศษหน่วยได้, short และกู้ยืมได้, ไม่มีค่าธรรมเนียมหรือข้อจำกัดสภาพคล่อง และตลาดไม่มี arbitrage ใช้ filtration ที่สร้างจาก Brownian motion แหล่งเดียว สำหรับส่วนขยายท้ายบทจะเปลี่ยนสมมติฐานบางข้ออย่างชัดเจน
สัญญา European จ่าย H=G(ST)H=G(S_T) ที่เวลา T เช่น Call จ่าย (ST−K)+(S_T-K)^+ โดย x+=max(x,0)x^+=\max(x,0) ค่า H เป็น payoff ยังไม่ได้หัก premium หรือดอกเบี้ยของเงินที่ใช้ซื้อ Option
Self-financing: เปลี่ยนจำนวนหุ้นได้ แต่เงินต้องมาจากในพอร์ต
ให้พอร์ตถือหุ้น Δt\Delta_t หน่วย และบัญชีเงินสด βt\beta_t หน่วย:
เงื่อนไข self-financing คือ
กำไรขาดทุนมาจากสินทรัพย์ที่ถืออยู่ เมื่อเพิ่มจำนวนหุ้น ต้องจ่ายด้วยเงินสดในพอร์ตหรือกู้เพิ่มในบัญชีเดียวกัน ตัวอย่างหุ้นราคา 100 เปลี่ยนจาก 0.50 เป็น 0.60 หน่วย ต้องนำเงินสด 10 ไปซื้อหุ้น มูลค่ารวม ณ ราคานั้นจึงไม่เพิ่มขึ้นเพราะการสับเปลี่ยน holdings
สมการนี้เป็น เงื่อนไขของกลยุทธ์ ไม่ใช่การหาอนุพันธ์ของ ΔtSt\Delta_tS_t แล้วละทิ้งพจน์ dΔtd\Delta_t โดยไม่มีเหตุผล ทดลองการปรับหุ้นกับเงินสดได้ใน ห้องทดลอง Delta hedge
Arbitrage ในกรอบนี้คือกลยุทธ์ที่เริ่มด้วย V₀=0, ปลายทางไม่ขาดทุนด้วยความน่าจะเป็นหนึ่ง และมีโอกาสบวกที่จะได้กำไร เราจำกัดกลยุทธ์ให้เป็น admissible เช่น มูลค่าหลังคิดลดมีขอบเขตล่างตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อไม่เปิดทางให้กลยุทธ์ทบเงินเดิมพันจนเป็นหนี้ได้ไม่จำกัด
ทำไมต้องหารราคาด้วยบัญชีเงินสด
ราคาหุ้น 100 วันนี้กับ 100 ปีหน้าไม่ใช่มูลค่า ณ เวลาเดียวกัน เราจึงเปลี่ยนหน่วยวัดเป็นจำนวนหน่วยบัญชีเงินสด:
ใช้ product rule โดย B ไม่มีส่วน Brownian จะได้
การ discount ลบส่วนเติบโต r ออก แต่ยังเหลือ drift μ−r จึงไม่ได้ทำให้หุ้นเป็น martingale ภายใต้ P โดยอัตโนมัติ
Martingale คือกระบวนการที่มีค่าคาดหมายสัมบูรณ์จำกัด และค่าคาดหมายในอนาคตเมื่อใช้ข้อมูลปัจจุบันเท่ากับค่าปัจจุบัน:
เส้นทางของ M ยังขึ้นลงได้มาก เงื่อนไขนี้พูดถึง ค่าเฉลี่ยแบบมีเงื่อนไข ภายใต้มาตรวัดที่ระบุ ไม่ได้หมายความว่าราคาแต่ละเส้นทางคงที่
ถ้า S₀=100, μ=12%, r=5% และเวลา 1 ปี:
เราจะหามาตรวัด Q ที่ทำให้ค่าเฉลี่ยหลังคิดลดเท่ากับ 100 ซึ่งเข้ากับการวัดด้วยบัญชีเงินสด
Girsanov: เปลี่ยนน้ำหนักของเส้นทาง
กำหนด market price of risk ในกรณีไม่มีปันผลเป็น
สำหรับค่าคงที่นี้ ให้ density process
Z คือ Radon–Nikodym density ที่ใช้ถ่วงน้ำหนักผลลัพธ์เดิม สำหรับตัวแปรสุ่ม X ที่เหมาะสม ณ เวลา T:
Z เป็นบวกและมีค่าเฉลี่ยหนึ่ง เหตุการณ์ที่มีโอกาสศูนย์จึงยังมีโอกาสศูนย์เหมือนกันทั้งสองมาตรวัด เราเรียก P กับ Q ว่า equivalent แต่น้ำหนักของเหตุการณ์ที่เป็นไปได้เปลี่ยนได้
ทฤษฎีบท Girsanov บอกว่า
เป็น Brownian motion ภายใต้ Q แทน dWtP=dWtQ−θdtdW_t^{P}=dW_t^{Q}-\theta dt ในสมการหุ้น:
ดังนั้น dS~t=σS~t dWtQd\widetilde S_t=\sigma\widetilde S_t\,dW_t^{Q} และ discounted GBM นี้เป็น Q-martingale เส้นทางที่อธิบายยังเป็นตัวแปรสุ่ม S เดิม เราเปลี่ยนมาตรวัดที่ใช้เฉลี่ย ไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนจริงของหุ้นเปลี่ยนจาก μ เป็น r
ระวังเครื่องหมายและเงื่อนไข
ในบทนี้ Z ใช้เครื่องหมายลบหน้า θW ส่วน Wᴽ ใช้เครื่องหมายบวกหน้า θt ถ้าเปลี่ยนนิยาม θ เป็น (r−μ)/σ ต้องเปลี่ยนเครื่องหมายทั้งคู่ให้สอดคล้องกัน
ถ้า θ เปลี่ยนตามเวลาและสถานะ จะใช้
เงื่อนไข Novikov
เป็นเงื่อนไข เพียงพอ ให้ Z เป็น true martingale สำหรับ θ คงที่และ T จำกัด ตรวจได้ทันที แต่ Novikov ไม่ใช่เงื่อนไขจำเป็นในทุกกรณี และการเห็นว่า SDE ไม่มี drift เพียงอย่างเดียวยังไม่รับประกัน true martingale ของกระบวนการทั่วไป
จากพอร์ตเลียนแบบสู่ Fundamental Asset Pricing Formula
ให้ V~t=Vt/Bt\widetilde V_t=V_t/B_t สำหรับพอร์ต self-financing เมื่อไม่มีปันผล:
สำหรับพอร์ตเลียนแบบที่ stochastic integral นี้เป็น true martingale เช่น มีเงื่อนไข square-integrability ที่เหมาะสม เราใช้ค่าคาดหมายแบบมีเงื่อนไขได้ ถ้าพอร์ตจ่าย H ที่เวลา T จะได้
นี่คือราคาพอร์ตที่เลียนแบบ payoff ได้ ถ้า Option ราคาไม่เท่ากับพอร์ต เราซื้อด้านที่ถูกและขายด้านที่แพง ผลตอบแทนปลายทางหักล้างกัน เหลือส่วนต่างที่ขัดกับ no-arbitrage ภายใต้สมมติฐานตลาดที่ใช้
ทำไมราคานี้มีเพียงค่าเดียวใน Black–Scholes
ในแบบจำลองนี้ Brownian motion มีแหล่งเดียวและหุ้นมี σ≠0 ภายใต้ Brownian filtration และเงื่อนไข integrability ที่เหมาะสม martingale representation ทำให้แปลง discounted payoff เป็นการถือหุ้นกับเงินสดได้ ตลาดจึง complete สำหรับกลุ่ม claims ที่พิจารณา และ Q ของ numeraire นี้มีเพียงมาตรวัดเดียว
ตลาดที่มีแหล่งเสี่ยงซึ่งซื้อขายเพื่อ hedge ไม่ได้อาจมีหลาย Q ที่สอดคล้องกับ no-arbitrage ความไม่มี arbitrage เพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้ให้ราคาเดียวสำหรับทุกสัญญาในทุกแบบจำลอง
ลองเฉลี่ยภายใต้ P, Q และ P ที่ถ่วงน้ำหนัก
ห้องทดลองใช้หุ้นไม่มีปันผล S₀=K=100 และจำลองราคาปลายงวด GBM แบบ exact วิธีแรกเฉลี่ย payoff ภายใต้ P แล้ว discount ด้วย r; วิธีที่สองจำลองภายใต้ Q โดยตรง; วิธีที่สามใช้เส้นทาง P แล้วคูณ Z ก่อนเฉลี่ย
ตัวประมาณนี้หารด้วย n ไม่ใช่ผลรวมน้ำหนัก เพราะ Z มี normalization ตามทฤษฎีอยู่แล้ว ในตัวอย่างจำกัด ค่าเฉลี่ย Z อาจไม่เท่ากับหนึ่งพอดี
ลองเปลี่ยน μ โดยคง r, σ และ T ไว้ ราคา analytic ภายใต้ Q ต้องไม่เปลี่ยน แต่ payoff คาดหมายภายใต้ P และน้ำหนัก Z เปลี่ยนได้ จากนั้นปรับ σ และดูว่าราคา Option เปลี่ยนอย่างไร
Standard error (SE) ที่แสดงวัดความคลาดเคลื่อนจากจำนวนตัวอย่าง ค่า Monte Carlo สองวิธีไม่จำเป็นต้องตรงกันพอดี และการเปลี่ยน μ อาจทำให้วิธีถ่วงน้ำหนักมีความแปรปรวนสูงขึ้น แม้คำตอบเชิงทฤษฎีเท่าเดิม การเพิ่มจำนวนตัวอย่างไม่ช่วยแก้ model error
กลับมาถึงสูตร Call ผ่าน Lognormal
ภายใต้ Q และเมื่อทราบ Sₜ ราคาปลายงวดเขียนเป็น
กำหนด Φ\Phi เป็น CDF ของ Standard Normal และ φ\varphi เป็น density ตั้ง
Call มี payoff เมื่อ ξ>−d₂ เราจึงแยกค่าเฉลี่ยได้เป็น
พจน์ที่สองให้ Ke−rτΦ(d2)Ke^{-r\tau}\Phi(d_2) ส่วนพจน์แรกใช้การ complete the square:
เมื่อเลื่อนขอบเขตอินทิกรัลจาก −d₂ ไปเป็น −d₁ จะได้
Put ได้จาก put–call parity:
สำหรับ S=K=100, r=5%, σ=20% และ τ=1 ปี ได้ d₁=0.35, d₂=0.15, Call≈10.4506 และ Put≈5.5735 ต่อหนึ่งหน่วยหุ้น สอดคล้องกับบท Black–Scholes เดิม
ทำไม Φ(d₁) กับ Φ(d₂) จึงเป็นคนละความน่าจะเป็น
จากนิยามข้างต้น Φ(d2)=Q(ST>K∣Ft)\Phi(d_2)=Q(S_T>K\mid\mathcal F_t) แต่ Φ(d1)\Phi(d_1) ไม่ใช่ความน่าจะเป็นเดียวกันภายใต้ Q
เลือกหุ้นไม่มีปันผลเป็น numeraire แทนบัญชีเงินสด เราจะได้มาตรวัด QSQ^S ที่มี density เทียบกับ Q:
เส้นทางที่หุ้นมีมูลค่าสูงได้รับน้ำหนักมากขึ้นภายใต้มาตรวัดนี้ และ
Call จึงเขียนได้เป็น StQS(ST>K∣Ft)−Ke−rτQ(ST>K∣Ft)S_t Q^S(S_T>K\mid\mathcal F_t)-Ke^{-r\tau}Q(S_T>K\mid\mathcal F_t) สองพจน์ใช้น้ำหนักคนละมาตรวัด แต่รวมกันเป็นราคาในหน่วยเงินเดียวกัน
| สัญญา | Payoff | ราคาวันนี้ เมื่อไม่มีปันผล |
|---|---|---|
| Cash-or-nothing Call จ่ายเงิน 1 | 1{ST>K}\mathbf1_{\{S_T>K\}} | e−rτΦ(d2)e^{-r\tau}\Phi(d_2) |
| Asset-or-nothing Call จ่ายหุ้น 1 หน่วย | ST1{ST>K}S_T\mathbf1_{\{S_T>K\}} | StΦ(d1)S_t\Phi(d_1) |
| Vanilla Call | (ST−K)+(S_T-K)^+ | Asset binary − K × Cash binary |
ตัวอย่างเดิมให้ Φ(d₂)≈0.5596 และ Φ(d₁)≈0.6368 ราคา asset binary≈63.6831 ส่วน K เท่าของ cash binary≈53.2325 ผลต่างคือ Call≈10.4506 การนำ Φ(d₁) ไปเรียกว่าโอกาสใช้สิทธิภายใต้ Q หรือ P โดยไม่ระบุมาตรวัดจึงคลาดเคลื่อน
สูตรทั่วไปสำหรับ numeraire N คือ
N ต้องเป็นสินทรัพย์หรือพอร์ต self-financing ที่ซื้อขายได้และเป็นบวกอย่างเคร่งครัด พร้อมเงื่อนไขให้การเปลี่ยนมาตรวัดถูกต้อง ไม่ใช่เลือกกระบวนการบวกใด ๆ มาหารราคาแล้วอ้างสูตรนี้ได้ทันที
Feynman–Kac เชื่อมค่าเฉลี่ยกับ PDE
ให้ X ภายใต้ มาตรวัดเดียวกับที่ใช้คาดหมาย มี dynamics dXu=a(u,Xu)du+b(u,Xu)dWudX_u=a(u,X_u)du+b(u,X_u)dW_u ภายใต้เงื่อนไขความเรียบ การเติบโต และ integrability ที่เหมาะสม ฟังก์ชัน
สัมพันธ์กับสมการ
ใน Black–Scholes ภายใต้ Q ใช้ a=rS, b=σS, c=r จึงได้
สมการตรงกับที่ได้จาก Delta hedge แต่ Feynman–Kac ไม่ได้เลือก Q ให้เรา ถ้าใส่ drift μ ภายใต้ P จะได้สมการสำหรับค่าคาดหมายภายใต้ P การได้ pricing measure ต้องมาจากเงื่อนไขตลาดและ no-arbitrage ก่อน
วิธีความน่าจะเป็นยังให้ข้อมูล hedge ได้ เมื่อหาฟังก์ชัน V แล้วใช้ Itô เปรียบเทียบส่วน Brownian จะได้ Δ=VS\Delta=V_S เหมือนเดิม วิธี PDE, Monte Carlo และสูตร analytic จึงเป็นเครื่องมือคำนวณที่เชื่อมกันภายใต้แบบจำลองเดียวกัน
หุ้นจ่ายปันผล: ต้องนับผลตอบแทนรวม
ให้ D เป็น continuous dividend yield ต่อปี ไม่ใช่เงินปันผลก้อนคงที่ และใช้ D แทน q เพื่อไม่ให้สับสนกับน้ำหนัก Binomial ในส่วนนี้กำหนด μ เป็น expected total return ภายใต้ P:
ภายใต้ Q drift ของราคาหุ้นที่ไม่รวมปันผลเป็น r−D:
ตอนนี้ S/B เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ Q-martingale เมื่อ D≠0 สิ่งที่เป็น martingale คือ discounted gains ซึ่งรวมปันผล:
หรือใช้มูลค่าพอร์ตที่นำปันผลกลับไปลงทุนในหุ้น StTR=eDtStS_t^{\mathrm{TR}}=e^{Dt}S_t แล้วหารด้วย Bₜ เมื่อ D คงที่ จึงต้องระวังว่ากำลังใช้ ex-dividend price หรือ total-return asset เป็น numeraire
สูตรราคากลายเป็น
ตัวอย่างเดิมเพิ่ม D=2% ได้ Call≈9.2270 และ Put≈6.3301 โดย C−P=Se−Dτ−Ke−rτC-P=Se^{-D\tau}-Ke^{-r\tau} สมมติฐาน continuous yield นี้ไม่ใช่แบบจำลองปันผลเงินสดก้อนที่จ่ายตามวัน ex-dividend
พารามิเตอร์เปลี่ยนตามเวลา: รวม variance ก่อนถอดราก
ถ้า r(u), D(u), σ(u) เป็นฟังก์ชันเวลา ที่ทราบแน่นอน ให้
Y คือ yield สะสม ส่วน A คือความแปรปรวนสะสมของ log return ไม่ใช่ volatility เฉลี่ย ภายใต้ Q:
จึงได้
สูตรนี้เขียนสำหรับ A>0 ถ้า A=0 payoff ไม่สุ่มภายใต้ Q และราคา Call คือ max(Ste−Y−Ke−R,0)\max(S_te^{-Y}-Ke^{-R},0)
ตัวอย่างครึ่งปีแรก r=4%, D=1%, σ=10% และครึ่งปีหลัง r=6%, D=3%, σ=30%:
Volatility เทียบเท่าหนึ่งปีคือ A/1≈22.3607%\sqrt{A/1}\approx22.3607\% ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยเลขคณิต 20% เพราะสิ่งที่บวกข้ามเวลาคือ variance ตัวอย่างนี้คำนวณราคาและตรวจ parity ได้ใน Notebook
ถ้า σ หรือ r เป็นตัวแปรสุ่ม สูตรที่แทนด้วยอินทิกรัล deterministic นี้ใช้ไม่ได้โดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะดอกเบี้ยสุ่ม ตัว discount factor ต้องอยู่ในค่าคาดหมายตามกรอบที่ใช้
Black–76: Option บนราคา Futures
แยกเวลาสองตัวให้ชัด: T คือวันหมดอายุ Option และ U≥T คือวันครบกำหนด Futures ที่ Option อ้างอิง ให้ Ft=F(t,U)F_t=F(t,U) เป็นราคา Futures ณ เวลา t สัญญา European Call จ่าย (FT−K)+(F_T-K)^+ ณ เวลา T
ในแบบจำลองอัตราดอกเบี้ย deterministic และหุ้นที่ใช้ cost-of-carry ได้ ราคา forward กับ futures ตรงกัน ถ้าไม่มีปันผลและ r คงที่จะได้ F(t,U)=Ster(U−t)F(t,U)=S_te^{r(U-t)} หากมีปันผลต่อเนื่องคงที่ ใช้ r−D แทน r
ภายใต้ Q สมมติ Futures เป็น lognormal:
Futures price ไม่มี drift rF ในสมการนี้ F เป็นราคาอ้างอิง ไม่ใช่มูลค่าทั้งก้อนที่จ่ายเพื่อซื้อสัญญา Futures กำไรขาดทุนจาก Futures เข้าบัญชีผ่าน settlement การตั้งพอร์ตต้องรวมเงินสดและ margin cash flows อย่างถูกต้อง
สำหรับสูตรถัดไปให้ r และ σF คงที่ พิจารณา European Option แบบชำระ premium ล่วงหน้าและจ่าย payoff ที่ T:
เรียกว่า Black–76 เวลาในสูตรคือ τ=T−t ส่วน U มีผลต่อราคา Futures และ volatility ของสัญญาที่เลือก ไม่ได้นำ U−t มาแทนเวลาหมดอายุ Option
ถ้า F=K=100, r=5%, σF=20%, τ=1 ราคา Call และ Put เท่ากันประมาณ 7.5771 และ parity คือ C−P=e−rτ(F−K)C-P=e^{-r\tau}(F-K) สมมติฐานนี้ไม่ครอบคลุม Futures ราคาติดลบหรือรูปแบบ Option ที่ settle ต่างออกไป ส่วนดอกเบี้ยสุ่มอาจทำให้ราคา futures ต่างจาก forward
ลองสลับจาก Spot เป็น Futures โดยคงราคาอ้างอิง 100, strike 100 และพารามิเตอร์อื่นไว้ ค่า 100 ในสองโหมดเป็นคนละปริมาณ จึงไม่ควรคาดว่าราคาจะเท่ากัน ถ้าต้องการตรวจความเทียบเท่ากรณีส่งมอบที่วันหมดอายุ Option ให้ตั้ง F=Se(r−D)τF=Se^{(r-D)\tau} แล้วเทียบสูตรภายใต้สมมติฐานเดียวกัน
ลองตรวจความเข้าใจ
- ถ้าเพิ่ม μ จาก 8% เป็น 12% โดยคง S, K, r, σ และ T ไว้ ราคา Black–Scholes เปลี่ยนหรือไม่? แล้ว payoff คาดหมายภายใต้ P ล่ะ?
- S/B เป็น martingale ภายใต้ Q เมื่อหุ้นจ่าย continuous yield D=2% หรือไม่? ต้องเพิ่มอะไรเข้าไป?
- Φ(d₁) และ Φ(d₂) ต่างกันเพราะอะไร? ทั้งสองเป็นโอกาสที่หุ้นขึ้นภายใต้ P หรือไม่?
- σ เท่ากับ 10% ครึ่งปีและ 30% อีกครึ่งปี ให้ volatility หนึ่งปีเท่าไร?
- Option หมดอายุใน 3 เดือน อ้างอิง Futures ครบกำหนดใน 9 เดือน ใช้ τ เท่าไรใน Black–76?
เปิดแนวคำตอบ
- ราคา Q ไม่เปลี่ยน ส่วน payoff คาดหมายของ Call ภายใต้ P เพิ่มใน GBM นี้เมื่อ μ เพิ่ม
- ไม่ใช่ ต้องใช้ discounted total gains หรือพอร์ตที่นำปันผลกลับมาลงทุนแล้ว discount
- Φ(d₂) เป็นโอกาสจบ in-the-money ภายใต้ cash-account measure Q ส่วน Φ(d₁) ใช้ stock measure Qˢ ในกรณีไม่มีปันผล ทั้งคู่ไม่ใช่ความน่าจะเป็นจริง P โดยทั่วไป
- 0.5(0.1)2+0.5(0.3)2=0.223607\sqrt{0.5(0.1)^2+0.5(0.3)^2}=0.223607 หรือประมาณ 22.3607% ต่อรากปี
- τ=0.25 ปี ใช้ราคา Futures ของสัญญาอายุ 9 เดือนเป็น F ปัจจุบัน ส่วน volatility ต้องตรงกับ Futures นั้นและช่วง 3 เดือนของ Option
ทดลองต่อและแหล่งอ่านประกอบ
ดาวน์โหลด Python Notebook เพื่อรันการเปลี่ยนมาตรวัด, Monte Carlo สองวิธี, cash/asset binary, พารามิเตอร์สองช่วง และ Black–76 ตัวอย่างใช้ seed ที่ระบุไว้และ Python standard library ผลสุ่มของ Python กับ JavaScript ไม่จำเป็นต้องตรงกัน แต่ต้องสอดคล้องกับสูตรและขอบเขต sampling error
บทนี้เรียบเรียงใหม่จากเอกสารประกอบการเรียน Martingales Theory: Application to Option Pricing — Black-Scholes All Over Again ของ CQF ที่ผู้ใช้ให้มา พร้อมตรวจสมการและคำนวณตัวอย่างใหม่ รายละเอียดแหล่งที่มา ขอบเขตหน้า และจุดที่ปรับแก้เก็บใน บันทึกที่มา โดยไม่เผยแพร่ PDF หรือภาพหน้าต้นฉบับ
อ่านกรอบ risk-neutral valuation และปันผลเพิ่มใน Martin Haugh — The Black-Scholes Model และศึกษาทฤษฎีการเปลี่ยนมาตรวัดใน Gregory F. Lawler — Stochastic Calculus: An Introduction with Applications หัวข้อ Girsanov’s Theorem สูตรในบทขึ้นกับสมมติฐานการเลียนแบบและแบบจำลอง ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าความเสี่ยงทุกชนิดในตลาดจริงป้องกันได้หมด